วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ใช้งานคำสั่ง screen และ tmux

เชื่อว่าใครที่ต้องทำงานผ่าน ssh ไปยังเครื่องแม่ข่าย (แหม.. ศัพท์วิชาการเชียว) บ่อยๆ ต้องเจอปัญหากวนใจเหล่านี้กันบ้าง

  • มีหน้าจอเดียว ต้องออกจากหน้าปัจจุบัน เข้าหน้านู้น ไปหน้านี้ แล้วกลับเข้าหน้าเดิม ดูเหนื่อย (งง ป่าว?)
  • ทำงานค้างอยู่ ยังไม่ได้ save เลย โชคร้าย ssh หลุด!!! กลับมาต้องมาเริ่มใหม่ เศร้า
  • ฯลฯ (ปัญหาใครปัญหามันละกันนะครับ)
เลยมีคนพัฒนา software ประเภท terminal multiplexer ขึ้นมาแก้ปัญหาเหล่านี้ ที่มีคนพูดถึงมากก็มี GNU Screen กับ tmux

คุณประโยชน์ที่ GNU screen และ tmux มีต่อเรา

  • เปิดหลายๆ shell ได้จาก ssh session เดียว (Multiple shell windows)
  • จอมันกว้างอยากแบ่งหน้าจอทำงาน
  • ไฟดับ เน็ตสดุด หลุดออกจาก ssh ก็ยังเก็บ Shell active ให้เราอยู่
  • ไฟมา เน็ตลื่น ต่อเข้า ssh ใหม่ก็เปิดเรียกงานที่ค้างอยู่มาทำต่อได้เลย
  • คืนนี้มีต้อง run process ยาวๆ ทิ้งเอาไว้ ก็ไม่มีปัญหา run เสร็จปิด ssh ไปดูต่อที่บ้านได้เลย
  • โชว์สาว เปิดหลายๆ หน้าจอ run นู้นนี้นั้นละลานตา ประหนึ่งเทพ Hacker หลุดออกมาจาก Matrix :)

GNU Screen


GNU Screen จัดได้ว่าเป็นรุ่นใหญ่ออกมาให้ใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 และมักจะติดตั้งมากับระบบ *nix ตลอดมาจนปัจจุบัน (กราบ) มาแนวแก่แต่เก๋า minimal เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

หลักคิดของ Screen จะเป็นแบบ ใน Screen (Session) สามารถมีได้หลาย Windows จบแค่นี้ ส่วนการ split นั้นจริงๆ แล้วเป็นแค่การแบ่งหน้าจอออกเพื่อแสดงผล Windows ใน Screen เท่านั้นเอง (ถ้างงตอนนี้ให้ลองใช้งานดูแล้วจะรู้ได้ด้วยตัวเอง บ่ะ)

เริ่มการใช้งาน GNU Screen ด้วยการสั่ง
$ screen
การใช้งานจะสั่งเป็นลักษณะ prefix key แล้วตามด้วย command key สำหรับ prefix key ของ screen คือ "Ctrl-a" (กด Ctrl พร้อมกับ a แล้วปล่อย) 

ลองคำสั่งแรกกันเลยดีกว่า กด "Ctrl-a" "?" (กด Ctrl พร้อม a แล้วปล่อย หลังจากนั้นกด ? ตาม) ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะเจอหน้า help ของ screen แบบนี้กันนะครับ
จะเห็นว่าเรามี command key ให้ใช้งานอีกเยอะแยะเลย แต่โพสท์นี้จะเอาแค่ที่จำเป็นสำหรับใช้งานก่อนนะครับ ที่เหลือไปลองกันเอาเอง แฮ่.. :P

สร้าง Windows เพิ่ม
กด "Ctrl-a" "c"
สลับไปมาระหว่าง Windows (next, previous) กด
กด "Ctrl-a" "n" , "Ctrl-a" "p"
แบ่งหน้าจอ (Split window)
กด "Ctrl-a" "S" 
** แบ่งหน้าจอแบบแนวนอน (Horizontally) 
กด "Ctrl-a" "|"
** แบ่งหน้าจอแบบแนวตั้ง (Vertically) *** แบ่งหน้าจอแบบนี้มีแค่ screen บาง distro เท่านั้น
สลับไปมาระหว่าง split (หน้าจอที่โดนแบ่ง)
กด "Ctrl-a" "Tab"
** หลังการ split หน้าจอของ screen เราต้องทำการ สลับไปยัง split ที่ต้องการแล้ว สร้าง window ใหม่ภายใน split นั้นอีกครั้งนะครับ หรือจะ "Ctrl-a" "n" เรียก windows เก่าที่เคยสร้างมาแล้วไปแสดงแทนก็ได้

ยกเลิก split
กด "Ctrl-a" "X"

ต่อไปเป็นส่วนที่ทรงพลังของ screen นั้นคือการ Detach และ Reattach

Detach ออกจาก screen
"Ctrl-a" "d"
หน้าจอจะกลับมาที่ shell หลักปกติของเรา หลังจากนี้เราสามารถออกจาก ssh ได้เลยโดยที่งานที่อยุ่ใน screen windows ไม่หายไปไหน

Reattach กลับเข้า screen
$ screen -ls
เป็นคำสั่งสำหรับแสดง list ของ screen ที่เราได้ทำการ Detach เอาไว้ เช่น จากภาพ เป็นหน้าจอที่ Detach เอาไว้ 2 screen
$ screen -r <pid>  # screen -r แล้วตามด้วยเลขชุดหน้าของ session เช่น screen -r 1861
เป็นการกลับเข้าไปยังหน้าจอ screen ที่เรา Detach ออกมา โดยถ้าเราเปิด screen ค้างไว้แค่อันเดียวก็ $ screen -r อย่างเดียวก็ได้ครับ

หยุดการใช้งาน Screen
"Ctrl-a" "k"
จะมี message มาให้ confirm คำสั่งอีกทีนึงก่อนนะครับ เป็นการ kill screen นั้นทิ้งเลย ระวังกันด้วยต้องแน่ใจว่าทำงานเสร็จแล้วจริงๆ นะครับ

tmux


เพิ่งกำเนิดเมื่อปี 2007 และเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ด้วยหน้าตาลูกเล่นที่เยอะกว่าและคุณสมบัติอื่นๆ ที่ค่อนข้างจะคล่องตัวกว่า screen อยู่พอสมควร

tmux ไม่ได้ติดตั้งมากับ distro อยากได้ต้องลงเองตามสะดวกนะครับ
แนวคิดของ tmux จะต่างจาก screen อยู่เล็กน้อยตรงที่ tmux จะเริ่มที่ session ใน session มี windows และ panes

หลักการใช้งานก็จะเหมือน screen เลยนั้นคือกด prefix key แล้วตามด้วย command key ดังนั้นสำหรับ tmux จะไม่ขออธิบายมากเอาเป็นสรุป key ที่คิดว่าต้องใช้บ่อยๆ และจำเป็นไปเลยละกันเนอะ (แบบว่าขี้เกียจแล้ว)

เปิดใช้ tmux
$ tmux
หรือ
$ tmux new -s <session name>
แสดง Session ที่มีอยู่
$ tmux ls
Reattach กลับเข้า Session
$ tmux a -t <session name>

รวมคำสั่งสำหรับจัดการ Session, Windows, Panes เมื่ออยู่ใน tmux

Help me
"Ctrl-b" "?"
คำสั่งจัดการ Session
"Ctrl-b" "s"   // แสดงรายชื่อ session ที่มี สามารถใช้ ลูกศรเลือกไปยัง session นั้นๆ
"Ctrl-b" "$"   // ตั้งชื่อ Session ใหม่
"Ctrl-b" "d   // detach session ออกมาที่ shell หลัก
คำสั่งจัดการ Windows 
"Ctrl-b" "c"   // สร้าง Windows ใหม่
"Ctrl-b" ","   // ตั้งชื่อ Windows
"Ctrl-b" "w"   // แสดงรายชื่อ Windows ที่มี สามารถใช้ลูกศรเลือกไปยัง Windows นั้นๆ
"Ctrl-b" "n" , "p"   // สลับไปมาระหว่าง Windows
"Ctrl-b" "0-9"   // สลับไป Windows ตามหมายเลขกำกับ
คำสั่งจัดการ Panes
"Ctrl-b" "%"  // split Vertically Panes
"Ctrl-b" """   // split Horizontally Panes
"Ctrl-b" "{" , "}"  // โยกย้ายสลับ Panes
"Ctrl-b" "o"  // สลับไปมาระหว่าง Panes
"Ctrl-b" "!"   // ส่ง Panes ไปเป็น Windows
"Ctrl-b" "z"   // ขยาย/ย่อ Panes เต็มจอ (ต่างกับ "!" ตรงไม่ได้ขยายไปเป็น Windows
"Ctrl-b" "Ctrl-ลูกศร"   // ปรับขนาด Pane
"Ctrl-b" "x"   // ยกเลิก Panes
"Ctrl-d"   // ยกเลิก Panes (จริงๆ พิมพ์ exit ก็ได้เหมือนกัน)

เอาเท่านี้นะครับ เหนื่อยแล้ว - -"

สวัสดีครับ

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

วิธีทำให้ USB Audio ใช้งานได้กับ Raspberry Pi 3

เคยบ่นเรื่องคุณภาพเสียงที่ออกมาทางช่อง 3.5mm audio jack ของ Raspberry Pi 3 ไปตั้งแต่ตอนเขียนเรื่องการติดตั้ง Raspbian แล้ว คราวนี้ถึงเวลากำจัดจุดอ่อนซะที :)

** บทความนี้น่าจะใช้ได้ทั้ง Raspbian และ RetroPie

เตรียมตัว

  • Raspberry Pi 3 ที่ลง Raspbian หรือ RetroPie แล้ว
  • จัดการเสียบ USB Audio (บ้านเราเรียก USB Sound Card) เข้ากับ Raspberry Pi ซะ ผมซื้อมาจากในเน็ตราคา 90 บาท ยังไม่รวมส่ง หน้าตาประมาณนี้ (ภาพประกอบจาก Internet)
    • จริงๆ จะใช้รุ่นอื่นก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร (แบบว่าอันนี้มันถูกสุดแล้วไงเลยจิ้มเอามาลอง)
    • ข้อดี คือมันกินไฟน้อย ราคาถูกมาก และเห็น review บน youtube ไปในแนวทางที่ดี 
    • ข้อเสีย ของรุ่นนี้คือ มันใหญ่เทอะทะ พอเสียบเข้าช่อง USB ด้านหลัง Raspberry Pi แล้วจะไปขวางช่อง USB อันอื่นๆ หมด โชคดีที่บ้านมีสายพ่วงมาต่ออีกที เลยรอดไม่ต้องออกเงินเพิ่ม - -"
  • เสียบๆ นู้นนี้นั้นครบแล้วก็ Boot Raspberry Pi ขึ้นมาเลย จากนั้นจะทำหน้าเครื่องหรือ ssh ก็แล้วแต่เลย

Setup

  • ลองตรวจสอบว่า Raspberry Pi ของเรามองเห็น USB Audio ที่เราเสียบเข้าไปแล้วหรือยังด้วย 

    • $ lsusb
  • หลังจากนั้นก็เช็คให้แน่ใจว่า USB Audio เราได้รับการ detected จาก os แล้ว
    • $ cat /proc/asound/modules
    • หน้าตา output น่าจะออกมาประมาณนี้
      • 0 snd_bcm2835
        1 snd_usb_audio 
    • เจ้า snd_bcm2835 ก็คือ built-in sound card นั้นเอง
  • ต่อมาจัดการบอก OS ให้มาใช้งาน snd_usb_audio โดยการสร้าง config file ดังนี้
    • $ sudo vim /etc/modprobe.d/alsa-base.conf
      จากนั้นก็ใส่ code พวกนี้ลงไป
      options snd_usb_audio index=0
      options snd_bcm2835 index=1
      options snd slots=snd-usb-audio,snd-bcm2835
  • เสร็จแล้วก็ Save และ reboot Raspberry Pi ซะก่อน
  • หลังจาก Reboot เสร็จแล้วลองตรวจสอบดูว่าตอนนี้ OS ใช้ Device ตัวไหนอยู่
    • $ cat /proc/asound/modules
    • หน้าตา output จะต้องออกมาประมาณนี้
      • 0 snd_usb_audio
        1 snd_bcm2835
  • จากนั้นก็ลองทดสอบดู
    • เปิด youtube เสียงต้องออกและคุณภาพเสียงต้องดีกว่าเดิม
    • สำหรับ omxplayer ต้อง redirect output ไปที่ alsa
      • $ omxplayer -o alsa video.mp4

จบ. :D

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วิธีทำ Raspberry Pi ให้เป็น Print Server

เตรียมตัว


  • Raspberry Pi 3 ลง Rasbian และเปิด ssh เรียบร้อยแล้ว (ในบล็อกนี้เป็น Jessie with PIXEL)
  • Printer เสียบปลั๊กจ่ายไฟเปิดเครื่องให้เรียบร้อย (ในบล็อกนี้เป็น HP Deskjet Ink Advantage 2060 K110)
  • ต่อ Printer กับ Raspberry Pi ให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเปิด Raspberry Pi ขึ้นมา
  • ssh เข้าไปที่ตัว Raspberry Pi
    • $ ssh pi@192.168.x.x
  • ลองตรวจสอบดูว่า Raspberry Pi เห็น Printer ที่เราเสียบผ่าน port USB แล้วหรือยัง
    • $ lsusb

Setup Printer บน Raspberry Pi


ตอนนี้เรา ssh เข้าไปทำงานที่ Raspberry Pi แล้วนะครับ ขั้นแรกต้องลง driver ของ printer ที่เราใช้อยู่ก่อน ในบล็อกนี้เป็น printer ของ HP มี package สามารถติดตั้งผ่าน apt-get ได้เลย

ติดตั้ง driver printer HP
  • $ sudo apt-get update
  • $ sudo apt-get install hplip
ติดตั้ง CUPS
  • $ sudo apt-get install cups
เพิ่ม user pi เข้าไปใน group lpadmin
  • $ sudo usermod -a -G lpadmin pi
เสร็จแล้วก็ restart Raspberry Pi ก่อนนะครับ
  • $ sudo reboot
รอซักพักค่อย ssh เข้าไปที่ Raspberry Pi ใหม่ แล้วลองตรวจสอบดูว่า เราเข้าไปอยู่ใน lpadmin group แล้วหรือยัง
  • $ groups
ถ้าเห็นมีชื่อ lpadmin โผล่ขึ้นมาก็แสดงว่า pi อยู่ใน lpadmin group แล้ว

แก้ไข CUPS configuration file

เข้าไปแก้ไขไฟล์ /etc/cups/cupsd.conf (อย่าลืม copy file ต้นฉบับ backup เอาไว้ก่อน)
  • $ sudo vim /etc/cups/cupsd.conf
แก้ไขให้เครื่องอื่นๆ ภายใน network เดียวกันสามารถเข้าถึง CUPS ได้ก่อน
  • หาบรรทัด Listen localhost:631
  • แก้เป็น (ทำ comment ด้วย # ก็ได้)
  • Port 631
  • เพิ่ม 2 บรรทัดนี้เข้าไป
  • BrowseRemoteProtocals CUPS dnssd
  • BrowseAddress @LOCAL
ต่อมาหา # Restrict access to the server... แก้เป็น

<Location />
    Order allow, deny
    Allow all
</Location>

ต่อมา # Restrict access to the admin pages...

<Location /admin>
   # ลบออกให้หมดหรือ comment ไว้ก็ได้
</Location>

ต่อมาหา <Location /admin/conf> ให้ไปลบ (หรือ comment) บรรทัด Order allow, deny ออกไป หลังจากนั้น save file แล้วสั่ง reload service
  • $ sudo service cups reload
จบขั้นตอนบน ssh ต่อไปสามารถทำงานต่อผ่าน Browser ได้แล้วจะทำบนเครื่องหลักหรือจะ remote เข้าไปทำที่หน้าเครื่อง Raspberry Pi เลยก็ได้ 
  • เปิด Browser
  • ถ้าทำงานผ่านเครื่องอื่นๆ อยู่ก็ http://192.168.x.x:631
  • ถ้าทำงานอยู่หน้าเครื่อง Raspberry Pi หรือจะ VNC Remote เข้าไปก็ http://localhost:631
ถ้าขึ้นหน้านี้มาก็แสดงว่ามาถูกทางละ


ไปที่ tab Administration หน้าตาจะเป็นแบบนี้


ต่อไปกดปุ่ม Add Printer ครั้งแรกจะโดนถาม username, password (default คือ pi, raspberry) ในขั้นตอนนี้ถ้าเรากรอก username, password ถูกแล้วแต่ไม่ผ่าน ให้ไปลองเช็คขั้นตอนการ add user เข้า lpadmin ดูอีกครั้ง ถ้าผ่านจะมาพบหน้าเลือก printer ให้เลือกชื่อ printer ที่เราต้องการเพิ่มแล้วกด Continue


หน้าต่อไปให้ check เลือก Share This Printer แล้วกด Continue ต่อไป


ต่อไปสำคัญมากคือเลือก Model printer ให้ถูก แล้วกดปุ่ม Add Printer

(รูปนี้ cap มาตอน setup เสร็จแล้ว จริงๆ ปุ่ม Modify Printer ต้องเป็นปุ่ม Add Printer)
ขั้นตอนต่อไปขี้เกียจ cap รูปแล้วกดปุ่ม Set Default Options ให้มันจบๆ ไป เสร็จ....

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเราก็จะสามารถ Add Printer ได้ (ตอนพิมพ์ก็เลือก printer ให้ถูกก็พอ)



Tips การสั่งพิมพ์ผ่าน command line

  • ssh เข้าไปเครื่อง Raspberry Pi ก่อน
  • Print file (มี Printer เครื่องเดียว)
    • $ lp filename
    • หรือ
    • $ lpr filename
  • กรณีที่ Add Printer ไว้หลายตัว
    • $ lpstat -p -d  # ตรวจดูว่ามี printer ชื่ออะไรบ้างที่เชื่อมต่ออยู่
    • $ lp -d printer filename
    • หรือ
    • $ lpr -P printer filename
    • เช่น
    • $ lp -d HP_Deskjet_Ink_Adv_2060_K110 helloworld.c
    • $ lp -P HP_Deskjet_Ink_Adv_2060_K110 helloworld.c
  • Set Default Printer
    • $ lpoptions -d printer
    • เช่น
    • $ lpoptions -d HP_Deskjet_Ink_Adv_2060_K110
    • ต่อไปเวลาสั่ง $ lpr filename ก็จะเท่ากับ $ lpr -P printer filename แล้ว
  • เอา lp หรือ lpr ไปต่อ pipe ได้นะ
    • $ program | lp
    • $ program | lpr
    • $ program | lp -d printer
    • $ program | lpr -P printer

น่าจะหมดแล้วสำหรับการทำ Raspberry Pi ให้เป็น Print Server

สวัสดีครับ :)

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ติดตั้ง Raspbian ด้วย Mac OS

ต้นเดือนได้ของเล่นมาใหม่เป็น Raspberry Pi 3 เลยมาบันทึกวิธีติดตั้งด้วย Mac OS เอาไว้ซักหน่อย

โพสท์นี้เขียนหลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อย แล้วอยากทดสอบเขียนบล็อกบนเจ้า Raspberry Pi ซะหน่อย โดยรูปในส่วนของ Mac OS ทำการส่งเข้ามาลงไว้บน Raspberry Pi ด้วย scp

บน Mac OS

Download Raspbian Images แบบ ZIP file จาก https://www.raspberrypi.org/downloads/raspbian/ ผมเลือกตัว Images with PIXEL desktop หลังจาก Download เสร็จแล้วก็แตกไฟล์ images ออกมา ตอนแตกไฟล์แนะนำให้ใช้พวกโปรแกรมเช่น The Unarchiver เป็นตัวแตกไฟล์ จะได้ไฟล์ .img 

ต่อมาเป็นขั้นตอนการเขียน Images ลง Micro SD Card

ทำการ format Micro SD Card โดยเลือก Format: MS-DOS (FAT), Scheme: Master Boot Record


เสร็จจาก Format แล้วลองตรวจสอบดูว่าตัว Micro SD Card ชื่อ Disk อะไร



หลังจากนั้นให้ทำการ unmount partition disk2s1 (เลือกที่ชื่อ Micro SD Card ในขั้นตอนนี้ถ้าชื่อไม่ขึ้นให้ Eject ตัว Card ออกไปก่อนแล้วเสียบเข้าไปใหม่)


เสร็จแล้วเปิด Terminal ขึ้นมาพิมพ์ command line

$ sudo dd bs=1m if=path_of_your_image.img of=/dev/rdiskn
ตรง /dev/rdiskn ให้แทน n ด้วยเลข Disk ที่เราได้มาก่อนหน้านี้ ในรูปคือ disk2 หลังจากใส่ password กด enter แล้วก็รอ....เสร็จ


ref: https://www.raspberrypi.org/documentation/installation/installing-images/mac.md

บน Raspbian

เชื่อมต่อ internet ให้เรียบร้อย (จะ Lan หรือ Wifi ก็แล้วแต่) แล้วจัดการ update OS 
  • sudo apt-get update
  • sudo apt-get upgrade
ต่อมา Enable SSH และ VNC โดยเข้าไปที่เมนู Raspberry Pi Configuration


บนเครื่อง Mac ให้ Download และติดตั้งโปรแกรม VNC Viewer จาก https://www.realvnc.com/raspberrypi/
เอาไว้สำหรับ remote desktop ส่วน SSH ก็ทำผ่าน command ได้แล้ว

การส่งไฟล์ไปมาระหว่าง Mac กับ Raspberry Pi ใช้ scp ไปก่อน

ต่อไป ไปที่ tab Localisation ทำการ set ค่าต่างๆ ดังนี้
  • Locale:
    • Language: th(Thai) (จริงๆ เลือกภาษาได้ตามถนัด)
    • Country: TH(Thailand)
    • Character Set: UTF-8
  • Timezone:
    • Area: Asia
    • Location: Bangkok
  • Keybaord: English (US, with euro on 5) เพื่อให้ไม่มีปัญหากับปุ่ม # \ | (แต่ยังไงก็ขึ้นอยู่กับ keyboard layout ที่เราใช้กันด้วยนะครับ)
  • WiFi Country: TH (Thailand)
ส่วนการพิมพ์ภาษาไทย ให้เปิด Terminal แล้วใช้คำสั่ง
  • sudo raspi-config
    • เลือกหัวข้อ Internationalisation Options >> Change Keyboard Layout
    • แล้วค่อยเลือก keyboard layout ไทย หลังจากนั้นก็ option อื่นๆ ตามใจ
  • *** ต้อง set ใหม่ทุกครั้งที่เปิดตัว Raspberry Pi ใหม่ ยังหาวิธีทำให้พิมพ์ได้แบบถาวรไม่เจอ T^T
ต่อมาก็ลงโปรแกรมเสริมอื่นๆ ที่คิดว่าจำเป็น
  • sudo apt-get install vim  # ขาดเธอฉันตายดีกว่า
  • sudo apt-get install gimp  # เอาไว้แต่งรูป
  • sudo apt-get install scrot # เอาไว้ capture screen (ต้องทำผ่าน command line)
    • วิธีใช้
      • $ scrot  #capture ทั้งหน้าจอ ภาพจะ save ที่ home เป็น default
      • $ scrot -d 10 image.png  #รอ 10วิ แล้ว save ไฟล์ชื่อ image.png เอาไว้ซ่อนหน้าจอ Terminal ก่อน capture
      • $ scrot -cd 10 image.png #มีการนับถอยหลังให้ด้วย
      • $ scrot -s  #เลือกหน้าต่างที่จะ Capture 

การ Backup SD Card

หลังจากลงนู่นลงนี้ไปแล้วก็ต้องทำการ Backup SD Card เอาไว้ ครั้งหลังมาจะได้ไม่ต้องมานั้ง setup ใหม่อีก ก็ใช้ command dd เหมือนตอนเขียน img เลยแค่สลับ input , output เช่น จากด้านบน sd card เราอยู่ที่ disk2 คำสั่ง Backup บน Mac OS ก็ต้องเป็น
sudo dd bs=1m if=/dev/rdisk2 of=backup-file-name.img

ประสพการณ์การใช้งาน Raspberry Pi 3 Raspbian with PIXEL เป็น Desktop PC

จากการที่ทดลองใช้แทนคอมพิวเตอร์เครื่องหลักมาได้ 2 วันบนสภาพแวดล้อม PIXEL ถือว่า Raspberry Pi 3 สามารถทำงานทดแทนได้ดีในระดับใช้งานธรรมดาๆ เท่านั้น เช่น งานเอกสาร เล่นเน็ต เขียน Code แต่ถ้าทางด้านความบันเทิงอื่นๆ ยังคิดว่าไปไม่รอด  เช่น 
  • เรื่องเสียง ถ้าต่อผ่าน HDMI ออกลำโพงทีวี คุณภาพเสียงออกมาชัดแจ่มไม่มีปัญหาเลยครับ แต่ถ้าต่อลำโลงหรือหูฟังตรงๆ เสียงที่ออกมาจากช่อง 3.5mm audio jack คุณภาพเสียงต่ำมากๆ เอาแค่พอฟังได้ แต่ฟังให้เพราะ ไปหาวิธีอื่นฟังเอาดีกว่า อาจต้องหา DAC มาต่อเพิ่ม
  • การเล่นไฟล์ Video เรียกว่า มันไม่ใช่งานของมันเลยดีกว่าครับ แต่เห็นมีคนเอา Raspberry Pi ไปทำเป็น Media Center กันได้ อันนี้เดี๋ยวถ้าว่างจะลองไปศึกษาดูว่าเค้าทำกันยังไง
  • การเปิด youtube จะเจอกระตุกบ้างที่ความละเอียดเกิน 480p (อันนี้เชื่อมต่อผ่าน WiFi นะครับยังไม่ได้ลองต่อสาย LAN ตรงๆ จากตัว Router)
แต่ก็ว่าไม่ได้นะครับ เพราะ เจ้าตัว Raspberry Pi มันไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เหล่านั้นซะหน่อย

สวัสดีครับ :)

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บล็อกแรกบนแผ่นดิน รัชกาลที่ ๑๐ ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙

วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ( รัชกาลที่ ๙ )

ครองราชย์วันที่ ๙ มิถุนายน ปี ๒๔๘๙ เมื่อพระชนมายุ ๑๙ พรรษา
เสด็จสวรรคต เวลา ๑๕:๕๒ น. ณ โรงบาลศิริราช พระชนมพรรษา ๘๙ ปี
ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี

กราบถวายบังคมลา แทบเบื้องพระยุคลบาท
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ส.ค.ส. พ.ศ. 2542

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อ่าน : WARCRAFT วอร์คราฟต์ กำเนิดศึกสองพิภพ


วอร์คราฟต์ กำเนิดศึกสองพิภพ เล่มนี้ได้มาตั้งแต่เดือน พฤษภาคม แล้วแต่ตั้งใจไปดูหนังในโรงก่อนแล้วค่อยมาอ่านฉบับหนังสือทีหลัง สุดท้ายก็ดองยาวล่วงเลยมาจนเดือนสิงหาคมจนได้ :P

สรุปเลยละกัน

เนื้อหาภายในเรียกว่าแทบจะไม่แตกต่างจากในฉบับภาพยนต์เลยก็ว่าได้เรียกว่าความเป๊ะ อยู่ที่ 99% เลยทีเดียว แต่ฉบับหนังสือมีการอธิบายความรู้สึกของตัวละครได้ละเอียดกว่าในหนังอยู่พอสมควร (เอ๋ หรือเราเข้าไม่ถึงอารมณ์ในหนังก็ไม่รู้นะ)

ดังนั้น ถ้าดูฉบับภาพยนต์มาแล้ว มาอ่านฉบับหนังสือก็จะเข้าใจอารมณ์หรือเหตุผลต่างๆ ของตัวละครมากขึ้น ส่วนถ้าใครอ่านหนังสือไปก่อนดูภาพยนต์ ก็เรียกว่ารู้เนื้อเรื่องหมดแล้ว เข้าไปเติมเต็มจินตนาการแฟนตาซีได้อย่างเต็มตากันไป

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ติดตั้ง Windows 3.1 ใน DOSBox พร้อมติดตั้ง Driver สำหรับเล่นเกม

ติดตั้ง Windows 3.1 ใน DOSBox


เริ่มแรกเราต้องมีไฟล์ติดตั้ง Windows 3.1 กันก่อนนะครับ ลอง Google ดูครับหาไม่ยาก เมื่อได้มาแล้วแตก zip ดูจะเห็นว่ามันแบ่งไฟล์ติดตั้งออกเป็น disk (แน่ละ สมัยนั้นมันต้องติดตั้งผ่าน disk drive)


ต่อมาเราต้องเตรียม Folder สำหรับติดตั้ง Windows 3.1 ใน C:\ ของ DOSBox ครับ ให้ copy ไฟล์ทั้งหมดของ DISK1 ถึง DISK7 ลงไปใน Folder นั้นเลย ตามรูปด้านล่างผมตั้งชื่อ Folder ว่า WINSETUP



ต่อมาก็ถึงขั้นตอนติดตั้งซะที เปิด DOSBox ขึ้นมาแล้วจัดการติดตั้ง Windows 3.1 ตามรูปด้านล่าง





เสร็จเรียบร้อยสำหรับการติดตั้ง Windows 3.1 บน DOSBox จะเห็นว่าตัว Windows 3.1 แสดงผลที่ 16 สีเท่านั้น แถมยังส่งเสียงอะไรออกมาก็มิได้ ต่อไปเราจะติดตั้ง Drivers สำหรับ การแสดงผล และ เสียงกัน

เตรียมการติดตั้ง Video/Sound Drivers


Download ไฟล์ Drivers จากเว็บนี้ (http://www.classicdosgames.com/drivers.html) ก่อนนะครับ สำหรับ Video Drivers ให้เลือกตัว S3 (ถ้าเลือกตัวอื่นก็ได้แต่จะยุ่งยากไปแก่ไขไฟล์ config ของ DOSBox อีก)
เสร็จแล้วแตกไฟล์ zip แล้ว copy folders ที่ได้ไปที่ C:\ ของ DOSBox (ในรูปด้านล่างได้สร้าง Folders DRIVERS เอาไว้เพื่อความเป็นระเบียบ)



ติดตั้ง Video Drivers ของ Windows 3.1 ใน DOSBox


ใน Windows 3.1 เปิด Main Group แล้วคลิก Windows Setup ไอคอน หลังจากนั้น ตรง menu bar เลือก Options >> Change System Settings...


ช่อง Display: เลือก Other display (Requires disk from OEM)...


พิมพ์ PATH ที่เก็บ DRIVERS ของเราเข้าไป


เลือกความละเอียดหน้าจอและจำนวนสีที่ต้องการ แนะนำ 800x600 ที่ 256 สี ก็พอครับ เพราะเกมสมัยนั้นส่วนใหญ่ความละเอียดและสีไม่เกินนี้ เสร็จแล้วก็ กด OK และรอติดตั้งจนเสร็จ


หลังจากเปิด DOSBox และ เข้า Windows 3.1 เข้ามาใหม่จะเห็นว่าความละเอียดเปลี่ยนไป สวยปิ๊ง

ติดตั้ง Sound Drivers ของ Windows 3.1 ใน DOSBox


ออกจาก Windows 3.1 ไปที่ DOS แล้วเข้าไป folder drivers ของ Sound Blaster ที่เราเตรียมเอาไว้ แล้ว run ไฟล์ INSTALL.EXE

เลือก Full Installation


หน้าต่อมาตรง Microsoft Windows 3.1 path : None ให้กดปุ่มลูกศรลงมาเลือกแล้วกด Enter


พิมพ์ PATH Windows 3.1 ณ ปัจจุบันลงไป แล้วกด Enter


เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็กด Enter ต่อไปได้เลย


หน้าต่อมาตรง Interrupt setting : 5 ให้กดปุ่มลูกศรลงมาเลือกแล้วกด Enter


ปรับค่า Interrupt Setting ให้เป็น 7 (ค่า default ของ DOSBox เป็น 7)


เสร็จแล้วก็กด Enter ต่อไป ๆ ๆ รอจนติดตั้งเสร็จ เมื่อ reboot (ปิดแล้วเปิด DOSBox ใหม่) แล้วเข้า Windows 3.1 จะได้ยินเสียงดังขึ้น ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วครับผม


ทดสอบติดตั้งเกม


ลองติดตั้งเกม Civilization for Windows 3.1 ได้ภาพและเสียงชัดแจ่มแจ๋วตามยุคสมัยของมันครับ






วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ปรับแต่ง DOSBox สำหรับจอคอมพิวเตอร์สมัยใหม่

วันนี้ได้มีโอกาสลงเกม Warcraft ภาค 1 อีกครั้ง เป็นเกมที่ต้องเล่นบนดอส เลยต้องลง DOSBox ก่อน ปัญหาที่พบหลังจากกดเล่นแบบ Full Screen คือการแสดงผลมันผิด scale ดูแล้วมันขัดๆ ลูกตา

สาเหตุเป็นเพราะ ณ ปัจจุบันมาตรฐานจอคอมพิวเตอร์จะเป็นจอแบบ Wide Screen 16:9 กันหมดแล้ว เวลาเอามาเล่นเกมดอสที่ตอนนั้นมาตฐานจอจะเป็น 4:3 ทำให้เวลาเล่นแบบ full screen การแสดงผลมันจะออกมายืดๆ บานๆ

เลยมาจดเอาไว้กันลืมซักหน่อย เผื่อได้มีโอกาส setup อีก


  1. เปิดไฟล์ Config ของ DOSBox (Dosbox.conf)
    • Windows : หา "DOSBox 0.74 Options"
    • Mac OS X : แก้ไขไฟล์ "~/Library/Preferences/DOSBox 0.74 Preferences"
  2. แก้ไขค่าต่างๆ ดังนี้
    • ถ้าต้องการให้เปิด DOSBox มาแล้วเข้า Full Screen เลย ให้แก้ไขค่า fullscreen=false เป็น
      • fullscreen=true
    • แก้ไขค่า fullresolution=original เป็น
      • fullresolution=ขนาดความละเอียดของหน้าจอที่ใช้งานอยู่
      • เช่น fullresolution=1600x900
    • แก้ไขค่า windowresolution=original เป็นค่าที่ต้องการ (แต่ต้องอยู่ใน scale 4:3 นะ)
      • เช่น windowresolution=800x600
    • แก้ไขค่า output=surface เป็น
      • output=openglnb
      • openglnb จะเป็นการใช้ความสามารถของการ์ดจอที่เรามีอยู่ (ต้อง support OpenGL ด้วยนะ) 
      • note: ถ้าต้องการให้การแสดงผลออกมาภาพแบบ pixel นวล (ดูกลืนๆ) ก็ใช้ output=opengl ก็ได้ แต่ถ้าชอบแบบเดิมๆ เม็ด pixel ชัดๆ ก็ openglnb ดีกว่า
    • แก้ไขค่า aspect=false เป็น
      • aspect=true
  3. Save file เป็นอันเสร็จพิธี เปิด DOSBox ขึ้นมาใหม่ได้เลย
จะเห็นว่าเมื่อเล่นที่ Full Screen จอภาพด้านซ้ายและขวาจะดำมืดไป แต่ก็ได้การแสดงผลที่ scale ถูกต้อง






Ref:

  • http://www.dosbox.com/wiki/dosbox.conf
  • http://www.vogons.org/viewtopic.php?=&p=102291


วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เปิดการใช้สามนิ้วลาก (three-finger drag gesture) บน OS X El Capitan

ใช้ macbook pro เครื่องนี้มาหลายปีปกติจะอัพเกรด OS แบบลงทับไปเรื่อยๆ พออัพฯ ทับๆ ไปหลายๆ รุ่นเข้าเครื่องเริ่มช้าอืดวันๆ นั่งมองแต่ cursor อมยิ้มหมุนๆ

ไม่ไหวๆ เลยถือโอกาสทำการ Clean install ลง El Capitan ซะเลย ผลที่ได้น่าพอใจการทำงานลื่นไหลกว่าเดิมมาก

สิ่งแรกที่ทำเลยก็คือการ setup gesture ต่างๆ ของ trackpad ให้เหมือนเดิมตามที่เราถนัด แต่ๆๆ... three-finger drag gesture หายไปครับ !!! ลอง google ดูปรากฏว่าเค้าเอาไปยัดไว้ในส่วน Accessibility ซะงั้น

ดังนั้นใครหาไม่เจอ ก็ทำตามนี้ครับ

  1. เปิด System Preferences
  2. เข้าไปที่ Accessibility
  3. เลือก Mouse & Trackpad
  4. คลิกเข้าไปที่ Trackpad Options...
  5. คลิก Enable dragging
  6. ตรง dropdown เลือก "three finger drag"
enable three-finger drag gesture on el capitan


เรียบร้อยครับ :D

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Happy Hacking Keyboard Lite 2 for Mac

รีวิว Happy Hacking Keyboard Lie 2 for Mac หลังการใช้งาน 1 ปีเต็ม

เมื่อปีที่แล้วได้สั่งซื้อ Happy Hacking Keyboard Lite 2 for Mac (เรียกย่อๆ ว่า HHKB) มากจาก ebay เพราะต้องการลดอาการปวดไหล่ ต้นคอ และ ข้อมือ ด้วยว่าเจ้า HHKB เป็น compact keyboard ตัดเอาส่วนที่เป็นแป้นตัวเลขออกไป (รวมถึงปุ่ม Print Screen, Scroll Lock ที่ไม่มีใครในยุคสมัยนี้เค้าใช้กันแล้ว) ทำให้มีพื้นที่สำหรับวาง mouse ได้อย่างสะดวกมากขึ้น แขนไม่ต้องอยู่ในลักษณะเอื้อมอีก

Happy Hacking Keyboard Lite 2 for Mac with Apple Magic Mouse
มีพื้นที่สำหรับกวัดแกว่ง mouse มากขึ้นไหล่และแขนไม่อยู่ในลักษณะเอื้อม
Happy Hacking Keyboard Lite 2 for Mac with Kensington Trackball
วาง Trackball ไว้ข้างๆ ก็เข้า ลดเมื่อยได้ดีนัก

แล้วทำไมไม่เลือก Apple Magic Keyboard ขนาดก็พอกันแถมไร้สายด้วย ก็คงเพราะด้วยรสนิยมส่วนตัวของผมด้วยกระมังที่ยังชอบ keyboard ที่มีปุ่มกดทรงสูงอยู่ แล้วเจ้า HHKB ก็มีการจัดวางปุ่มที่น่าสนใจดี ประกอบกับรูปร่างหน้าตาที่ดูดีเรียบง่ายน่ารักน่ากด ^.^v

ด้วยว่าตอนได้มาใหม่ๆ เคยไปเขียนรีวิวเอาไว้ใน Pantip แล้ว วันนี้เลยจะขอสรุปประสบการณ์การใช้งานมาครบ 1 ปี เอาไว้ซักหน่อย

ต่อจากนี้ไป คือ ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ ครับ ^_____^'

งานผลิต

เจ้า HHKB Lite 2 for Mac ตัวนี้ถึงจะ Made in China ก็ตามแต่ตัววัสดุและงานประกอบจัดว่าดีมากๆ ครับ ใช้งานมาอย่างหนักตลอด 1 ปี ตัวอักษรที่พิมพ์มาบน keycap ไม่มีรอยลอกหรือจางให้เห็นเลย

การใช้งาน

อย่างที่บอกไว้ว่าเจ้า HHKB มีการจัดวางปุ่มที่แปลกไปจาก keyboard อื่นๆ ทั่วไปอยู่ (ภาพประกอบ) พี่เค้าตัดเอาปุ่ม Caps Lock ออกแล้วแทนด้วย Control (Ctrl) แทนซะเลย ย้ายปุ่ม ~ ไปอยู่ด้านมุมขวาแล้วเอา Esc มาไว้แทน ส่วนบรรดาปุ่ม F ต่างๆ ปุ่ม HOME, Page Up, Page Down หรือ ปุ่ม ลูกศร ก็ซ่อนเอาไว้ก็ต้องกดปุ่ม Function Key (Fn) ร่วมถึงจะทำงาน

ดูๆ ไปแล้วน่าจะลำบากเวลาใช้งานเนอะ... แต่เอาเข้าจริงๆ ในระหว่างการพิมพ์หรือการทำงานแทบไม่เป็นปัญหาเลยครับ ใช้เวลากับมันซักพัก ก็จะชินและคล่องไปเอง (จริงๆ HHKB Lite2 เค้าให้ปุ่ม ลูกศร มาด้วยนะครับแต่ผมกระแดะไม่ใช้มันเองครับ)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องทำงานบน Unix base ต่างๆ ใช้งานกับ Vim หรือ Emacs เจ้า HHKB เกิดมาเพื่องานนี้เลยครับ ยกความดีให้ปุ่ม Control และ Esc ที่อยู่อย่างถูกที่ถูกทางมากๆ ^^v

สุนทรียะในการพิมพ์

หัวข้อนี้เป็นรสนิยมส่วนตัวล่วนๆ เลยครับ อย่างที่บอกไว้ผมชอบ keyboard แบบปุ่มสูง (พวกโบราณนั้นแหละครับ) เจ้า HHKB Lite2 ตัวนี้ให้ความรู้สึกและการตอบสนองได้ดีมากๆ ครับ ถึงแม้ว่าจะเป็น Rubber Dome ก็ตาม น้ำหนักการกดไม่แข็งไม่อ่อนกำลังพอดี เสียงกดค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ เวลาพิมพ์แล้วจะนึกย้อนไปถึงสมัยใช้ keyboard ของ SUH ในห้องคอมฯ ของมหาลัยครับ



สรุป

ด้วยทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาแล้ว Happy Hacking Keyboard Lite 2 เป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่งเลยครับ สำหรับคนที่มองหา keyboard ตัวเล็กๆ ประหยัดพื้นที่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกทำงานสาย Unix/Linux Admin หรือ Programmer ที่ใช้ Vim หรือ Emacs เป็น editor หลักประจำตัว แนะให้ลองหาไว้ใช้ซักตัวครับ (หรือจะเป็น HHKB Pro ไปเลยก็ได้ครับถ้าไม่มีปัญหาเรื่องเงิน) ^^v